แชร์

กระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

อัพเดทล่าสุด: 2 มิ.ย. 2026
7 ผู้เข้าชม
18 ตุลาคม 2015 ·
สาระนิดหน่อยวันหยุด เมื่อวานได้มีโอกาสลงที่เกิดเหตุในคดีประมาท
รถสิบล้อจอดขวางข้างทางแล้วมีรถมาเฉี่ยวชน บางครั้งประชาชนทั่วไปยังมีความเข้าใจเสมอว่า
การกรณีเกิดอุบัติเหตุและทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต จะเป็นฝ่ายประมาทในกรณีขับรถเฉี่ยวชนเท่านั้น
จริงๆแล้วไม่ใช่เสมอไปครับ แค่จอดรถโดยไม่ระวังแล้วมีคนอื่นมาชนท้ายก็ตกเป็นฝ่ายประมาทได้
(การอ่านฎีกาในฐานะทนายความจะอ่านฎีกายาวโดยอ่านรายละเอียดตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่าพิจารณาคดีกันมาอย่
างไรครับ ดังนั้นถ้ายาวสักหน่อยต้องขออภัย) สรุปคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2210/2544
แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจุดที่จำเลยจอดรถและเกิดเหตุชนกันอยู่ในไหล่ทางด้านซ้ายของถนนในลักษณะที่ไม่กี
ดขวางการจราจรแล้วก็ตาม
แต่การที่จำเลยจอดรถในเวลามืดค่ำโดยไม่ได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อเป็นสัญญ
าณให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่จอดอยู่
จนเป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถคันที่จำเลยจอดทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
อันเป็นผลจากความประมาทของจำเลยไม่ว่าจะฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยก็ตามก็ต้องถือว่าเหตุที่ผู้ตาย
ถึงแก่ความตายเกิดเพราะความประมาทของจำเลยด้วยจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ง
ดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่
จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4),157
คงผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
ความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
แล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 78
กำหนดให้ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของ
ผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตามแต่ผู้ขับรถที่จะถือว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจะต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่
หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่หรือหยุดรถอยู่ไม่จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายอันจะเป็นควา
มผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78
________________________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถบรรทุก 10 ล้อ
พร้อมรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-3632 ยโสธร ไปตามถนนวารีราชเดชจากทางด้านอำเภอกุดชุม
จังหวัดยโสธร มุ่งหน้าไปทางด้านอำเภอเลิงนกทาจังหวัดยโสธร เมื่อจำเลยขับถึงบริเวณบ้านหนองซ้งแย้ หมู่ที่
7ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ยางเส้นในล้อหลังรถพ่วงด้านขวาแตก
จำเลยจึงจอดรถบนถนนดังกล่าวในลักษณะกีดขวางการจราจรและไม่เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินของรถเพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบโดยรู้อยู่แล้วว่าในขณะนั้นเป็นเวลามืดค่ำแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร
และด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้นายอนุรักษ์สมสอน
ซึ่งขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนยโสธร ช-2962ไปตามถนนดังกล่าวมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ไม่อาจระมัดระวังและมองเห็นรถบรรทุกพร้อมรถพ่วงที่จำเลยจอดอยู่ได้
จึงพุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกพร้อมรถพ่วงอย่างแรง
ทำให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายและนายอนุรักษ์ถึงแก่ความตาย
ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง
หลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไปไม่ให้ความช่วยเหลือนายอนุรักษ์ตามสมควร และไม่แสดงตัว
ทั้งไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที
กับไม่แจ้งชื่อตัวชื่อสกุลและที่อยู่ของจำเลยแก่ผู้ได้รับความเสียหาย
อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยใช้รถบรรทุกพร้อมรถพ่วงดังกล่าวซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการขนส่ง
บรรทุกหินแล่นไปตามถนน โดยที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปีเหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ
จังหวัดยโสธร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.
2522 มาตรา 43(4), 78, 157, 160 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 71, 85, 148
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160
วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71,
148ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291
ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี

ฐานหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือฯ จำคุก 2 เดือน
ฐานใช้รถที่จดทะเบียนแล้วแต่มิได้เสียภาษีประจำปีปรับ 8,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือนและปรับ 8,000
บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษ
ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
"ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยจอดรถบรรทุกพร้อมรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-3632
ยโสธรในไหล่ทางในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร
ต่อมาผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถคันที่จำเลยขับมาจอดไว้ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายคดีมี
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า
จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่
ปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาในทำนองว่าจำเลยได้เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินเพื่อให้ผู้ขับรถคันอื่นสามารถมองเห็นได้แล้ว
แต่เหตุเกิดเพราะความประมาทของผู้ตายเองนั้น เห็นว่า ในข้อที่ว่าจำเลยเปิดไฟสัญญาณไว้หรือไม่
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยจอดรถไว้โดยไม่ได้เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉิน และขณะเกิดเหตุเป็นเวลามืดค่ำแล้ว
จำเลยมีหน้าที่ต้องเปิดไฟฉุกเฉินไว้เป็นสัญญาณป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ
แต่จำเลยงดเว้นไม่ปฏิบัติตามจนเกิดเหตุขึ้น ถือว่าเหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยด้วย
จำเลยอุทธรณ์เพียงว่าขณะเกิดเหตุยังไม่มืด
ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินไว้หรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธร
ณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า
เหตุเกิดเพราะความประมาทของผู้ตายเองนั้นเห็นว่า
แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจุดที่จำเลยจอดรถและเกิดเหตุชนกันอยู่ในไหล่ทางด้านซ้ายของถนน
แสดงว่าจำเลยได้จอดรถในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจรแล้ว
แต่การที่จำเลยจอดรถในเวลามืดค่ำโดยไม่ได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อเป็นสัญญ
าณให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่จอดอยู่จนเป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถคันที่จำเลยจอดทำให้
ผู้ตายถึงแก่ความตาย
อันเป็นผลจากความประมาทของจำเลยไม่ว่าจะฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม
ก็ต้องถือว่าเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดเพราะความประมาทของจำเลยด้วยไม่ทำให้จำเลยพ้นผิดไปได้
ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 43(4), 157 มาด้วยนั้น เห็นว่า
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถคันที่จำเลยขับซึ่งจอดอยู่ในไหล่ทางจนถึงแก่ความตายเกิดจาก
ความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ไม่เปิดไฟสัญญาณของรถให้ผู้ตายซึ่งขับรถมาทางด้านหลั
งสามารถมองเห็นรถคันที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่ผู้ตายจะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้แล้วการที่ผู้ตา
ยขับรถชนถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อ
ป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่
จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(4), 157
คงผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหา
ยแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ฯลฯ
ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78หรือไม่
ปัญหาข้อนี้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงว่าไม่มีเจตนาหลบหนีเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78
กำหนดให้ผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นต้องหยุดรถและให้ความช่ว
ยเหลือตามสมควรพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีไม่ว่าจะเป็นความผิดของ
ผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ขับรถที่จะถือว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย
และต้องหยุดรถปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ขับรถที่กำลังแล่นอยู่
หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่หรือหยุดอยู่ไม่
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถคันที่จำเลยขับขณะจอดเสียอยู่มิใช่ขณะกำลังแล่น
อยู่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย
อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 78
ปัญหาข้อนี้และข้อแรกที่วินิจฉัยข้างต้นแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาขึ้นมาในข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ
ทั้งสองข้อหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 215, 225
ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษนั้น
เห็นว่าการที่จำเลยทราบว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถคันที่จำเลยขับแล้ว
ขับรถหลบหนีไปปล่อยให้ผู้ตายซึ่งได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ในที่เกิดเหตุ
เช่นนี้แสดงถึงความไม่มีมนุษยธรรมของจำเลย จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้
ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 78,
157, 160 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

บทความที่เกี่ยวข้อง
การคำนวนดอกเบี้ยในคำฟ้อง คำนวนอย่างไร
การคำนวนดอกเบี้ยในคำฟ้องคำนวนอย่างไร ดอกเบี้ยมีแนวดังนี้ 1 ประเภทคิดดอกก่อนฟ้อง และไม่ได้ให้จำนวนดอกเบี้ยมา 2 ประเภทคิดดอกก่อนฟ้อง แต่ให้จำนวนมา 3 ประเภทไม่คิดดอกก่อนฟ้อง
ChatGPT_Image_21_เม_ย_2569_22_29_35.png ทนายภูดิท โทณผลิน
8 มิ.ย. 2026
แอบบันทึกเสียงสนทนาศาลจะนำมารับฟังได้หรือไม่
เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปที่แอบบันทึกขณะมีการสนทนาระหว่างผู้เสียหาย พยาน และจำเลย ศาลจะนำมารับฟังได้หรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 2281/2555 เทปบันทึกเสียงที่แอบบันทึกขณะมีการสนทนาระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อนเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226
ChatGPT_Image_21_เม_ย_2569_22_29_35.png ทนายภูดิท โทณผลิน
1 มิ.ย. 2026
ข้อสอบที่อาจจะออกสอบใบอนุญาตทนายความ
ข้อสอบที่อาจจะออกสอบใบอนุญาตทนายความ ในการฝึกเขียนควรฝึกเขียนตามกลุ่มที่ใช้แบบคล้ายกัน โดยจำหลักและองค์ประกอบของแต่ละเอกสารให้ได้ติดขัดหรือสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ
ChatGPT_Image_21_เม_ย_2569_22_29_35.png ทนายภูดิท โทณผลิน
2 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy