แชร์

กรณีวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่ มาตรา 222/1 ถึง 222/47

อัพเดทล่าสุด: 2 มิ.ย. 2026
8 ผู้เข้าชม
18 มกราคม 2016 ·

วันนี้ขอวิชาการสักนิด กรณีวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่ มาตรา 222/1 ถึง 222/47
อาจนำมาออกสอบปรนัย ในการสอบใบอนุญาตทนายความรุ่นที่กำลังจะสอบนี้ได้
ขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดีแบบกลุ่ม
การดำเนินคดีแบบกลุ่มเริ่มจากโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลและแนบคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มไปกับคำฟ้องนั้นด้วย ศาลจะอนุญาตให้มีการดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อพิจารณาดังต่อไปนี้
1. คำฟ้องของโจทก์ทำเป็นหนังสือ และแสดงชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ
ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้ชำระหนี้เป็นเงิน
คำขอบังคับของกลุ่มต้องระบุหลักการและวิธีการคำนวณเพื่อชำระเงินให้สมาชิกในกลุ่มด้วย
2. โจทก์ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้รู้ได้ว่าเป็นกลุ่มใด
3. สมาชิกกลุ่มมีจำนวนมาก หากดำเนินคดีอย่างคดีแพ่งสามัญทั่วไปจะทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่สะดวก
4. การดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่า
5. โจทก์แสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มที่มีส่วนได้เสีย
และโจทก์รวมทั้งทนายความของโจทก์สามารถดำเนินคดีคุ้มครองสิทธิของกลุ่มบุคคลได้อย่างเพียงพอและเป็น
ธรรมเมื่อศาลอนุญาตให้มีการดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว
ศาลจะส่งคำบอกกล่าวไปให้สมาชิกกลุ่มเท่าที่ทราบและประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันรวมทั้งทางสื่อมวลชน
อื่น เมื่อศาลออกประกาศไปแล้ว บุคคลที่มีลักษณะตรงกับลักษณะของกลุ่มก็จะเป็นสมาชิกกลุ่มโดยอัตโนมัติ
หากบุคคลดังกล่าวไม่ต้องการเข้าร่วมกลุ่มก็สามารถออกจากกลุ่มได้โดยการแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด หากแจ้งความประสงค์ล่าช้าจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนจึงจะออกจากกลุ่มได้
บุคคลที่ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มแล้วจะขอกลับเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มอีกไม่ได้และจะร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ แต่ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะยื่นฟ้องจำเลยด้วยตนเองเป็นคดีแพ่งสามัญ สมาชิกเมื่อเข้าร่วมกลุ่มแล้วก็จะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยในคดีเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้องอีกต่อไป แต่มีสิทธิในการเข้าฟังการพิจารณาคดี มีสิทธิตรวจสอบการทำหน้าที่ของโจทก์และทนายความฝ่ายโจทก์มีสิทธิขอตรวจเอกสารและมีสิทธิตรวจและโต้แย้งการขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม หากโจทก์ประสงค์จะประนีประนอมยอมความกับจำเลย
หรือระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ โจทก์จะต้องบอกกล่าวสมาชิกในกลุ่มเสียก่อน
เพื่อให้สมาชิกที่ไม่ประสงค์จะผูกพันตามผลของการประนีประนอมหรือการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการออกจากกลุ่มได้
ขั้นตอนระหว่างการพิจารณาคดีการพิจารณาคดีจะเริ่มต้นจากวันนัดพร้อม
โดยศาลจะสั่งให้คู่ความทุกฝ่ายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยหรือนำวิธีอนุญาโตตุลาการมาใช้เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไป
แต่หากคู่ความไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ยหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

คู่ความต้องนำต้นฉบับพยานหลักฐานทั้งหมดมาแสดงต่อศาล
หากใครไม่นำพยานหลักฐานมาเสนอต่อศาลภายในวันนัดพร้อม
ก็จะไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบในภายหลัง
ศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาท ลำดับการนำสืบ ระยะเวลาทั้งหมดในการดำเนินคดี กำหนดวัน เวลา
และวิธีการขั้นตอนในการดำเนินคดีแบบกลุ่มที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดวันสืบพยาน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 10 วัน
นับแต่วันนัดพร้อม
การดำเนินกระบวนพิจารณาในลำดับต่อๆ ไปนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับการดำเนินคดีแพ่งสามัญ
มีข้อแตกต่างบางประการ ดังนี้
1. ใช้วิธีการส่งบันทึกคำเบิกความล่วงหน้าได้
คู่ความที่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบสามารถส่งคำเบิกความพยานเป็นเอกสารมายังศาลได้
โดยไม่ต้องมีการซักถามพยานต่อหน้าศาลอีก คู่ความฝ่ายตรงข้ามเพียงแต่ทำการถามค้านและถามติงเท่านั้น
2. กรณีจำเลยขาดนัดพิจารณา
แม้จำเลยไม่ยื่นคำให้การ หรือจำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานวันแรก ซึ่งถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา
ศาลจะพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีไปทันทีไม่ได้ ศาลก็จะต้องสืบพยานฝ่ายโจทก์เสมอ
3. การถอนฟ้องต้องแจ้งในสมาชิกคนอื่นทราบก่อน
หากเป็นการถอนฟ้องก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม
โจทก์ก็อาจถอนฟ้องได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตศาล
แต่ถ้าประสงค์จะถอนฟ้องหลังจากที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว
หากศาลจะอนุญาตจะต้องแจ้งให้สมาชิกในกลุ่มทราบเพื่อให้มีโอกาสคัดค้านด้วย
หากศาลเห็นเองหรือคู่ความแถลงว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะไม่เป็นประโยชน์
หรือไม่สามารถคุ้มครองสมาชิกได้ ศาลก็จะมีคำสั่งให้ยกเลิกการดำเนินคดีแบบกลุ่ม
หากโจทก์หรือสมาชิกกลุ่มไม่สามารถหาทนายความมาแทนเมื่อทนายความเดิมไม่สามารถทำหน้าที่ได้
หรือไม่มีสมาชิกกลุ่มร้องขอเข้าแทนที่โจทก์เมื่อโจทก์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้
หรือโจทก์ไม่นำเงินค่าประกาศและส่งคำบอกกล่าวมาวางศาล
ศาลก็จะมีคำสั่งยกเลิกการดำเนินคดีแบบกลุ่มเช่นกัน
ภายหลังการพิจารณาคดี
เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาคดีแบบกลุ่มไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลก็จะมีคำพิพากษาซึ่งมีผลผูกพันทั้งโจทก์
จำเลย และบุคคลที่เป็นสมาชิกกลุ่มทั้งหมดด้วย
คำพิพากษาของศาลก็เหมือนคำพิพากษาในคดีทั่วไป แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ
1. ลักษณะโดยชัดเจนของกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มย่อยเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ถูกผูกพันตามคำพิพากษา
2. หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงิน ศาลต้องระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์
รวมทั้งหลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณการชำระเงินให้สมาชิกกลุ่ม
3. จำนวนเงินรางวัลของทนายความ

และหากศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
เงื่อนไขในการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้ในคำพิพากษา หรือคำสั่งในภายหลังก็ได้
การบังคับคดี
เฉพาะโจทก์หรือทนายความฝ่ายโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจบังคับคดี
ส่วนสมาชิกกลุ่มมีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้เท่านั้น
เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ศาลจะแจ้งคำพิพากษาให้สมาชิกในกลุ่มทราบ
โดยประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายรวมทั้งทางสื่อมวลชนอื่น
ซึ่งในการประกาศนี้ศาลจะกำหนดวันให้สมาชิกกลุ่มยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย
คำขอรับชำระหนี้ของสมาชิกในกลุ่มที่ไม่มีผู้โต้แย้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะมีคำสั่งอนุญาตให้รับชำระหนี้ได้
การอุทธรณ์
เฉพาะโจทก์และจำเลยเท่านั้นที่มีสิทธิอุทธรณ์ โดยสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในกำหนด 1
เดือนนับแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษา สำหรับสมาชิกในกลุ่มไม่มีสิทธิอุทธรณ์
เว้นแต่เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องการโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
ข้อดีข้อเสียของการดำเนินกระบวนพิจารณาแบบกลุ่ม
การดำเนินกระบวนพิจารณาแบบกลุ่มมีข้อดีคือ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีทุนทรัพย์ไม่เพียงพอที่จะดำเนินการฟ้องคดีเอง
เพราะเป็นการดำเนินการเพียงครั้งเดียวสำหรับผู้เสียหายทุกคน
อีกทั้งยังทำให้การดำเนินคดีในปัญหาเดียวกันมีผลเป็นอย่างเดียวกัน
และทำให้การอำนวยความยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการปรามผู้ที่คิดกระทำผิดกฎหมายได้เป็นอย่างดี
เพราะหากถูกตัดสินว่าผิดจริงแล้วจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ดี การดำเนินคดีแบบกลุ่มก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน กล่าวคือ
โจทก์อาจใช้การดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นข้อต่อรองในการบังคับให้จำเลยชำระหนี้โดยไม่มีเจตนาที่จะคุ้มครองผ
ลประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเป็นไปโดยอัตโนมัติ
หากผู้เสียหายไม่ทราบประกาศและไม่ได้แจ้งความประสงค์ออกจากกลุ่ม
ก็จะถูกถือว่าเป็นสมาชิกกลุ่มโดยปริยายซึ่งทำให้เสียสิทธิในการยื่นฟ้องจำเลยและดำเนินคดีด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ผู้เป็นสมาชิกกลุ่มยังแทบไม่มีบทบาทในการดำเนินกระบวนพิจารณาเลยด้วย
ที่มา ilaw.or.th

บทความที่เกี่ยวข้อง
แอบบันทึกเสียงสนทนาศาลจะนำมารับฟังได้หรือไม่
เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปที่แอบบันทึกขณะมีการสนทนาระหว่างผู้เสียหาย พยาน และจำเลย ศาลจะนำมารับฟังได้หรือไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 2281/2555 เทปบันทึกเสียงที่แอบบันทึกขณะมีการสนทนาระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อนเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226
ChatGPT_Image_21_เม_ย_2569_22_29_35.png ทนายภูดิท โทณผลิน
1 มิ.ย. 2026
กระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
จริงๆแล้วไม่ใช่เสมอไปครับ แค่จอดรถโดยไม่ระวังแล้วมีคนอื่นมาชนท้ายก็ตกเป็นฝ่ายประมาทได้ (การอ่านฎีกาในฐานะทนายความจะอ่านฎีกายาวโดยอ่านรายละเอียดตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่าพิจารณาคดีกันมาอย่ างไรครับ ดังนั้นถ้ายาวสักหน่อยต้องขออภัย) สรุปคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี
2 มิ.ย. 2026
ฎีกาน่าสนใจ กรณีทำร้ายผู้พิการครับ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๑๖/๒๕๕๕
ฎีกาน่าสนใจ กรณีทำร้ายผู้พิการครับ คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๑๖/๒๕๕๕
ChatGPT_Image_21_เม_ย_2569_22_29_35.png ทนายภูดิท โทณผลิน
3 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy